JohnnY's profile«-(¯`v´¯)«-- (¯`•¸•´¯)...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
June 19 ประัวัติเทศกาลวันไหว้บ่ะจ่าง 3ประชาชนบางคนคิดว่า ประชาชนประพฤติปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำทุกปี ด้วยความที่ท่านชวีเอวี๋ยน ปราดเปรื่องเก่งกาจในการเขียนบทกวีเป็นยิ่งนัก ประวัติเทศกาลวันไหว้บ่ะจ่าง 2ท่าน ชวีเอวี๋ยน มีโอกาสได้กลับเข้ารับราชการใหม่อีกครั้งในรัชกาลต่อมา ฝ่ายท่านชวีเอวี๋ยน เมื่อครั้นถูกเนรเทศไปตกระกำลำบากอยู่เมืองกันดารแถบแม่น้ำมี่หลัวเจียง ท่านชวีเอวี๋ยน เดินลุยลงแม่น้ำมี่หลัวเจียงที่เชี่ยวกรากในวันที่ 5 เดือน 5 ......... ประวัติเทศกาลวันไหว้บ่ะจ่าง 1ในวันที่ 5 เดือน 5 จันทรคติจีนของแต่ละปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 20 มิถุนายน ชาวจีนก็จะมีประเพณีการกินข้าวเหนียวที่ห่อด้วยใบไผ่หรือใบกก ใบอ้อ
คำว่า ‘บะ’ ... หมายถึง เนื้อ ส่วนคำว่า ‘จ่าง’ ... หมายถึง ข้าวเหนียว (เป็นสำเนียงจีนท้องถิ่นภาคใต้) ท่าน "ชวี เอวี๋ยน" เกิดในราว 340 - 280 ปีก่อนคริสศักราช (นั่นหมายถึงว่าเมื่อประมาณก่อนหน้านี้สัก 2347 ปี) ซึ่งเป็นแคว้นหรือรัฐใหญ่ทางภาคใต้ของประเทศจีนในยุคชุนชิวจั้นกั่ว หรือ รองนายกรัฐมนตรีรัฐฉู่ ในรัชสมัยของกษัตริย์ฉู่ไฮว๋อวั๋ง แต่แล้ว ก็ถูกขุนนางกังฉินใส่ไฟจนถูกกษัตริย์ฉู่ เนรเทศไปอยู่เมืองชายแดนนานประมาณ 4-5 ปี พระองค์ก็ต้องขาดขุนนางผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดี คอยให้คำปรึกษาที่ถูกต้องไป June 02 ถ้าอยากฉลาด จงเคี้ยวนานๆการเคี้ยวนานๆ ก็สามารถทำให้ฉลาดได้ การเคี้ยวมากจะช่วยให้สมองปราดเปรียวมากขึ้น นักการเมืองชาวอังกฤษท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "อาหาร 1 คำ ต้องเคี้ยวอย่างน้อย 3-12 ที ไม่ว่าอาหารนั้นจะอ่อนแค่ไหนก็ตาม ถ้าคุณไม่มีความอดทนขั้นนี้ ก็อย่าไปหวังว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้" มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารตั้งแต่เด็ก สร้างความกลัดกลุ้มทรมานแก่เขามาก หลังจากเขาทดลองเคี้ยวอาหารคำละ 100 ทีแล้ว ปรากฏว่า เขาหายจากโรคกระเพาะอาหารในเวลา 1 สัปดาห์ การเคี้ยวอาหารมิเพียงเกี่ยวกับสุขภาพเท่านั้น ยังเกี่ยวพันกับสมรรถนะของสมองอย่างแนบแน่นด้วย การเคี้ยวอาหารจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำลาย (SALIVARY GLAND) และต่อมใต้หู (PAROTID GLAND) หลั่งฮอร์โมนออกมา ขณะเดียวกัน อาการเคี้ยวซึ่งทำให้ฟันบนกับฟันล่างกระทบกัน ก็จะกระตุ้นสมองใหญ่ด้วย การกระตุ้นนี้จะทำให้สมองใหญ่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มพลังแห่งการวินิจฉัย การขบคิดและสมาธิ ข้างล่างนี้คือผลที่ได้จากการทดลอง จำนวนทีที่เคี้ยวอาหารสำหรับประกอบการพิจารณา ผู้ที่สนใจจะทดลองดูก็ได้ ผลที่ได้จากการเคี้ยวอาหาร การเคี้ยวอาหาร 30 ที ผลที่ได้จากการกินอาหารแต่ละคำ ควรเคี้ยวอย่างน้อยที่สุด 30 ที จะช่วยให้เหงือกแข็งแรง และช่วยรักษาอาการขี้หงุดหงิดจิตใจไม่สงบ การเคี้ยวอาหาร 50 ที จะช่วยลดการกลัดกลุ้มเจ้าอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดช่วยให้ลืมเรื่องไม่น่าอภิรมย์ได้ในเวลากินอาหาร นอกจากนี้ ยังลดความอ้วนได้ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่เกินจำเป็นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย การเคี้ยวอาหาร 100 ที ช่วยให้หนักแน่นมากขึ้น สามารถวินิจฉัยและจัดการปัญหาต่างๆ อย่างสงบเยือกเย็น กินน้อยแต่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก นอกจากนี้ยังช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ หรือระคายต่อร่างกายได้ด้วย การเคี้ยวอาหาร 200 ที ถ้ายืนหยัดเคี้ยว 200 ที ต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อแล้ว จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คาดการณ์และวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้นอีกด้วย ทราบกันอย่างนี้แล้ว ก็คงอยู่ที่เราๆ ท่านๆ จะตัดสินใจทำ หรือ ไม่ทำ ก็เท่านั้นเอง ........................................................... แต่บางครั้ง ตัดสินใจทำ แต่ ทำไม่ได้ ก็มีเนอะ 7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังการทานอาหาร1. อย่าสูบบุหรี่ !! จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10 มวน (ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ซึ่งสูบปกติก็มีโอกาสเป็นอยู่แล้ว) 2. อย่ากินผลไม้ทันทีหลังอาหาร !! เพราะมันไปพองในท้องคุณ ให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชม. ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้จะดีกว่า 3. อย่าดื่มน้ำชา !! เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก 4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม !! เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ 5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว !! เพราะการอาบน้ำ จะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือ และเท้าทั่วร่างกาย เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ 6. อย่าเดินหลังอาหาร !! แม้คุณจะเคยได้ยินว่า กินข้าวแล้วให้เดินสัก 100 ก้าวจะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี !?! การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดี ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดินถ้าต้องการ 7. อย่านอนทันที !! อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่ อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร อืม แล้วจะแก้ความเคยชินที่ผิดสุขลักษณะนิสัย ได้ไหมล่ะทีนี้ ? |
|
|