JohnnY's profile«-(¯`v´¯)«-- (¯`•¸•´¯)...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 19

    ประัวัติเทศกาลวันไหว้บ่ะจ่าง 3

    ประชาชนบางคนคิดว่า
    บางที
    อาจเกิดปาฎิหาริย์ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยคนดีให้ตกน้ำไม่ไหล
    ท่านอาจติด
    อยู่ที่ใดที่หนึ่งแล้วกำลังรอคอยความช่วยเหลือด้วยความหิวโหยก็ได้
    ฉะ
    นั้น จึงนำเอาข้าวห่อด้วยใบไม้ที่ขึ้นอยู่แถวริมฝั่งน้ำนั้น
    ไปวาง
    ไว้ตามเกาะแก่งต่างๆ ที่คาดว่าสายน้ำจะพัดพาท่านมาถึง
    ชาวบ้านต่างรอคอย
    ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง ท่านจะมีชีวิตรอดกลับมา
    แต่ก็คอย
    แล้ว...คอยเล่า คอยแล้ว...คอยเล่า
    ก็
    ไม่เห็นท่านย้อนกลับมาอีกเลยกระทั่งครบรอบปีที่ท่านหายลับไปกับสายน้ำ
    ประชาชนต่าง
    ยังระลึกถึงท่านไม่สร่างซา
    จึง
    พากันห่อข้าวด้วยใบไม้พายเรือออกไปตามหาท่านอีก

    ประชาชนประพฤติปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำทุกปี
    จนกลาย
    เป็นประเพณีในการพายเรือ
    นำ
    ข้าวห่อด้วยใบไม้ไปเซ่นไหว้คาราวะดวงวิญญาณของชวีเอวี๋ยน
    และ
    สืบสานประเพณีอันดีงามนี้มาอย่างยาวนานมากกว่าสองพันปี
    ซึ่ง
    แสดงให้เห็นถึงจิตใจของประชาชนที่ยกย่องนับถือคนดีคนหนึ่ง
    ถึง
    แม้ท่านจะสิ้นบุญไปนานแล้วก็ตาม ก็ยังคงมีผู้คนกราบไหว้บูชาไม่มีวันลืม

    ด้วยความที่ท่านชวีเอวี๋ยน ปราดเปรื่องเก่งกาจในการเขียนบทกวีเป็นยิ่งนัก
    ใน
    วันคล้ายวันสิ้นบุญของท่าน จึงได้รับการยกย่องให้เป็นวันกวีอีกด้วย
    (วันกวี
    เรียกเป็นภาษาจีนกลางว่า "ซื่อเหยินเจี๋ย" )
    ชาวจีนบางกลุ่ม
    จึงมีการจัดประกวดแต่งบทกวีรักชาติหรือบทกวีเพื่อชีวิต
    เพื่อรำ
    ลึกเหตุการณ์สำคัญตามประเพณีนี้
    แต่ประชาชนบางแห่ง
    ไม่รับรู้เรื่องราวที่น่าจดจำด้วยความสะเทือนใจนี้ก็มีเช่นกัน
    อาทิ
    เห็นมีการแข่งขันพายเรือก็ได้แต่นึกว่าเป็นเทศกาลที่สนุกสนาน
    ซึ่ง
    ก็มีบางแห่งที่มีการเฉลิมฉลองกันครึกครื้น

    ประวัติเทศกาลวันไหว้บ่ะจ่าง 2

    ท่าน ชวีเอวี๋ยน มีโอกาสได้กลับเข้ารับราชการใหม่อีกครั้งในรัชกาลต่อมา
    กษัตริย์
    หรือฮ่องเต้ใหม่ผู้มีความหยิ่งยะโสโอหัง
    เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น จากพระราชบิดาฉู่ไฮว๋อวั๋ง องค์นี้
    มีพระนามว่า
    "อิ่งเซียงอวั๋ง" ทรงมีอุปนิสัยไม่แตกต่างจากพระราชบิดากล่าวคือ
    ไม่ค่อยปรีชาสามารถชาญฉลาดด้วยปัญญา
    พระองค์ทรงรับสั่งเนรเทศท่านชวี
    เอวี๋ยนให้ไไกลสุดกู่ไกลกว่าเมื่อครั้งบิดาของตนเนรเทศไป
    ฉะ
    นั้น ไม่นานต่อมา แคว้นหรือรัฐฉู่จึงตกต่ำลงทุกวันๆ
    เหตผลง่ายๆ 
    ก็คือขุนนางที่อยู่ในราชสำนักเป็นขุนนางกังฉินเสียมากกว่าขุนนางตงฉิน
    และ
    ไม่นานต่อมา  แคว้นหรือรัฐฉู่ก็ถูกรัฐฉิน รัฐแห่งอภิมหาอำนาจ
    เขมือบ
    เป็นภักษาหารล่มสลายหายไปจากประวัติศาสตร์จีนในบัดดล

    ฝ่ายท่านชวีเอวี๋ยน เมื่อครั้นถูกเนรเทศไปตกระกำลำบากอยู่เมืองกันดารแถบแม่น้ำมี่หลัวเจียง
    หากแต่
    ยังเป็นห่วงกังวล ติดตามข่าวคราวของบ้านเมืองอยู่เสมอ
    เมื่อทราบว่ารัฐฉู่
    อยู่ในสภาพสิ้นหวัง พลันรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
    เขียนคำ
    กลอนระบายความอัดอั้นตันใจไว้เป็นเพลงยาว ซึ่งมีข้อความโศกเศร้าสะเทือนใจมาก
    เพลงยาวนี้มีชื่อเสียงมาก
    มีชื่อเพลงว่า "หลีเซา" ซึ่งหมายถึง "นิราศทุกข์" นั่นเอง
    หลัง
    จากแต่งเพลงยาวแล้ว ท่านก็เกิดความคลุ้มคลั่งเสียใจอย่างถึงที่สุด
    ที่
    ไม่อาจกอบกู้รัฐฉู่ให้พ้นจากความหายนะได้
    ท่าน
    จึงตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองทิ้งด้วยความที่ท่านไม่อยากอยู่เป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย
    เหมือนพวกแปรพักตร์เปลี่ยนพรรคได้เรื่อยๆ
    ประมาณว่า
    ได้ยินใครเคาะกะลาล่อหมาหิว  ก็วิ่งตัวปลิวไปซบด้วยการเก็บอุดมการณ์ใส่ลิ้นชักไว้ก่อน

    ท่านชวีเอวี๋ยน เดินลุยลงแม่น้ำมี่หลัวเจียงที่เชี่ยวกรากในวันที่  เดือน  5 .........
    โดย
    หายลับไปในสายน้ำที่ไม่มีวันไหลกลับคืนมา
    ชาวบ้านย่าน
    นั้นเมื่อทราบข่าวท่านเดินหายลงไปในน้ำ  ต่างรีบพากันวิ่งมาช่วย
    ..........................................................................
    แต่ก็ไม่ทันการ
    บางคนรีบนำ
    เรือแล่นฝ่าสายน้ำที่กำลังเอ่อท่วมท้นตามเทศกาลน้ำหลากออกตามหาท่าน
    แต่ก็
    ...........................................................ไม่พบวี่แววของฌีหยวนแม้แต่น้อย

    ประวัติเทศกาลวันไหว้บ่ะจ่าง 1

    ในวันที่ 5 เดือน 5 จันทรคติจีนของแต่ละปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 20 มิถุนายน

    ชาวจีนก็จะมีประเพณีการกินข้าวเหนียวที่ห่อด้วยใบไผ่หรือใบกก ใบอ้อ
    อัน
    เป็นใบไม้ที่มีขึ้นอยู่ตามป่าชายเลนริมฝั่งแม่น้ำทางภาคใต้ของประเทศจีน
    ข้าวเหนียวห่อแบบนี้ชาวจีนเรียก
    "จ้งจื่อ" (ภาษาจีนกลาง) หรือที่ภาษาแต้จิ้ว เรียกกันว่า "จ่าง"
    เดิมที
    ที่ทำกันนั้น "จ่าง" เป็นเพียงแค่ข้าวเปล่าๆไม่มีไส้
    แต่ทางเมืองไทยชอบเรียก
    กันว่า บ๊ะจ่างก็เพราะว่ามีไส้เนื้อหมู หรือเนื้ออื่นๆ ด้วยนั่นเอง

     

    คำว่า บะ’ ... หมายถึง เนื้อ    ส่วนคำว่า จ่าง’ ... หมายถึง ข้าวเหนียว (เป็นสำเนียงจีนท้องถิ่นภาคใต้)
    ที่มาของประ
    เพณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเรื่องราวของกวีเอกผู้รักชาติคนหนึ่ง
    ที่ยอมเสียสละชีวิตของตนเอง
    เพื่อพิทักษ์รักษาความถูกต้อง ซึ่งก็คือท่าน "ชวี เอวี๋ยน" (ภาษาจีนกลาง) นั่นเอง

    ท่าน "ชวี เอวี๋ยน" เกิดในราว 340 - 280 ปีก่อนคริสศักราช

    (นั่นหมายถึงว่าเมื่อประมาณก่อนหน้านี้สัก 2347 ปี)
    ท่าน
    เป็นลูกผู้ดีมีสกุลแห่งแคว้นฉู่

    ซึ่งเป็นแคว้นหรือรัฐใหญ่ทางภาคใต้ของประเทศจีนในยุคชุนชิวจั้นกั่ว
    ซึ่ง
    ในสมัยสามก๊ก เรียกแคว้นหรือรัฐฉู่นี้ว่า "จิงโจว" หรือ เกงจิ๋ว นั่นเอง
    ท่าน
    ได้รับการศึกษาอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก สามารถแต่งบทกวีได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง
    และ
    มีความสามารถในการรับราชการจนขึ้นถึงตำแหน่ง จั่วถู

    หรือ รองนายกรัฐมนตรีรัฐฉู่ ในรัชสมัยของกษัตริย์ฉู่ไฮว๋อวั๋ง

    แต่แล้ว ก็ถูกขุนนางกังฉินใส่ไฟจนถูกกษัตริย์ฉู่ เนรเทศไปอยู่เมืองชายแดนนานประมาณ 4-5 ปี
    ซึ่ง
    แน่นอนที่สุด เมื่อฮ่องเต้หรือกษัตริย์ฉู่ สั่งเนรเทศท่าน "ชวี เอวี๋ยน" ไปแล้ว

    พระองค์ก็ต้องขาดขุนนางผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดี คอยให้คำปรึกษาที่ถูกต้องไป
    (ขุนนางจงเฉิน
    หรือภาษาแต้จิ๋ว เขาเรียกกันว่า ขุนนางตงฉิน)
    พระองค์ทรงหลงลมขุนนางเจียนเฉิน
     (ขุนนางกังฉินในแต้จิ๋วนั่นแหละ) ที่คอยยกยอสอพลอว่า
    พระองค์ทรงมีสติปัญญา
    เลิศล้ำยิ่งกว่าใคร
    ซึ่ง
    สุดท้าย พระองค์ก็ทรงยินยอมไปเจรจาความเมืองกับรัฐฉินด้วยตัวพระองค์เอง
    และ
    ก็ถูกจับขังลืมไว้ที่รัฐฉินจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ไป
    .............................................................

    June 02

    ถ้าอยากฉลาด จงเคี้ยวนานๆ



    การเคี้ยวนานๆ ก็สามารถทำให้ฉลาดได้


    การเคี้ยวมากจะช่วยให้สมองปราดเปรียวมากขึ้น
    นักการเมืองชาวอังกฤษท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า

    "อาหาร 1 คำ ต้องเคี้ยวอย่างน้อย 3-12 ที ไม่ว่าอาหารนั้นจะอ่อนแค่ไหนก็ตาม
    ถ้าคุณไม่มีความอดทนขั้นนี้ ก็อย่าไปหวังว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้"


    มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารตั้งแต่เด็ก
    สร้างความกลัดกลุ้มทรมานแก่เขามาก
    หลังจากเขาทดลองเคี้ยวอาหารคำละ 100 ทีแล้ว
    ปรากฏว่า เขาหายจากโรคกระเพาะอาหารในเวลา 1 สัปดาห์

    การเคี้ยวอาหารมิเพียงเกี่ยวกับสุขภาพเท่านั้น
    ยังเกี่ยวพันกับสมรรถนะของสมองอย่างแนบแน่นด้วย
    การเคี้ยวอาหารจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำลาย (SALIVARY GLAND)
    และต่อมใต้หู (PAROTID GLAND) หลั่งฮอร์โมนออกมา

    ขณะเดียวกัน อาการเคี้ยวซึ่งทำให้ฟันบนกับฟันล่างกระทบกัน ก็จะกระตุ้นสมองใหญ่ด้วย
    การกระตุ้นนี้จะทำให้สมองใหญ่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น
    ช่วยเพิ่มพลังแห่งการวินิจฉัย การขบคิดและสมาธิ


    ข้างล่างนี้คือผลที่ได้จากการทดลอง

    จำนวนทีที่เคี้ยวอาหารสำหรับประกอบการพิจารณา ผู้ที่สนใจจะทดลองดูก็ได้
    ผลที่ได้จากการเคี้ยวอาหาร การเคี้ยวอาหาร 30 ที
    ผลที่ได้จากการกินอาหารแต่ละคำ ควรเคี้ยวอย่างน้อยที่สุด 30 ที
    จะช่วยให้เหงือกแข็งแรง และช่วยรักษาอาการขี้หงุดหงิดจิตใจไม่สงบ


    การเคี้ยวอาหาร 50 ที จะช่วยลดการกลัดกลุ้มเจ้าอารมณ์
    อย่างน้อยที่สุดช่วยให้ลืมเรื่องไม่น่าอภิรมย์ได้ในเวลากินอาหาร
    นอกจากนี้ ยังลดความอ้วนได้
    เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่เกินจำเป็นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย


    การเคี้ยวอาหาร 100 ที ช่วยให้หนักแน่นมากขึ้น
    สามารถวินิจฉัยและจัดการปัญหาต่างๆ อย่างสงบเยือกเย็น
    กินน้อยแต่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก
    นอกจากนี้ยังช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ หรือระคายต่อร่างกายได้ด้วย

    การเคี้ยวอาหาร 200 ที ถ้ายืนหยัดเคี้ยว 200 ที ต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อแล้ว
    จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว
    ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คาดการณ์และวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้นอีกด้วย


    ทราบกันอย่างนี้แล้ว ก็คงอยู่ที่เราๆ ท่านๆ จะตัดสินใจทำ หรือ ไม่ทำ ก็เท่านั้นเอง
    ........................................................... แต่บางครั้ง ตัดสินใจทำ แต่ ทำไม่ได้ ก็มีเนอะ

    7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังการทานอาหาร



    1. อย่าสูบบุหรี่ !!

    จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า
    การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10 มวน
    (ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ซึ่งสูบปกติก็มีโอกาสเป็นอยู่แล้ว)


    2. อย่ากินผลไม้ทันทีหลังอาหาร !!
    เพราะมันไปพองในท้องคุณ
    ให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชม. ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้จะดีกว่า

    3. อย่าดื่มน้ำชา !!
    เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง
    ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก

    4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม !!
    เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ

    5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว !!
    เพราะการอาบน้ำ จะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือ และเท้าทั่วร่างกาย
    เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น
    ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่

    6. อย่าเดินหลังอาหาร !!
    แม้คุณจะเคยได้ยินว่า
    กินข้าวแล้วให้เดินสัก 100 ก้าวจะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี !?!
    การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดี
    ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดินถ้าต้องการ


    7. อย่านอนทันที !!
    อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่
    อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร




    อืม แล้วจะแก้ความเคยชินที่ผิดสุขลักษณะนิสัย ได้ไหมล่ะทีนี้ ?